กว่าจะเป็น “แลนด์ลอร์ด” กลางใจเมือง "จุฬาฯ" ได้ที่ดินมาจากไหน

กว่าจะเป็น “แลนด์ลอร์ด” กลางใจเมือง "จุฬาฯ" ได้ที่ดินมาจากไหน

Home   /   ติดดอยล้อมวงเล่า

โซน : 02 Oct 2021   17:02

COVER - Copy

 

        หลังจากที่ทาง "เซ็นทรัล" คว้าสิทธ์เช่า Block A สยามสแควร์ไปนั้น ตัวผมเองก็ยังคิดไม่ตกเลยว่าตัวโครงการเค้าจะเลือกใช้ชื่ออะไรกันนะ พิกัดนี้มันมีชื่อเรียกติดปากเยอะไปหมดจริง ๆ 555555

        และจากที่ผมเคยบอกไปในบทความ ส่อง "สยามสแควร์" หลังเซ็นทรัลคว้าบล็อก A พื้นที่ 7 ไร่ ในทำเลสุดไพรม์ (คลิก!!!) ไปว่าพื้นที่โซนนี้เป็นของ "จุฬาฯ" เกือบหมด

        กินพื้นที่ยาวตั้งแต่โซนสยามแสควร์ และโซนสวนหลวง-สามย่าน รวม ๆ แล้วก็ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลายเป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่ มีที่ดินในมือกลางใจเมืองย่านปทุมวันมากถึง 1,153 ไร่ 

        ซึ่งการถือครองที่ดินสุดไพรม์นี้เอง ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยมหาศาลให้กับเค้า จนเรียกได้ว่า "แทบจะไม่ใช่สถาบันการศึกษา แทบจะเป็นดีวีลอปเปอร์เจ้านึงแล้ว" ฮ่า ๆๆๆ

 

01-1-1024x768

 

        โดยปัจจุบัน จุฬาฯ แบ่งที่ดินบริหารจัดการออกเป็นทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ 1.เขตการศึกษา 595 ไร่  2.ส่วนหน่วยงานราชการเช่า 184 ไร่ และ 3.เขตพาณิชย์ 374 ไร่ 

        แต่ละส่วนต่างก็มีแผนพัฒนาโครงการในอนาคตอีกมากมาย โดยเฉพาะเขตพาณิชย์อย่างโซนสยามสแควร์และโซนสวนหลวง-สามย่านที่เราจะเห็นเอกชนตบเท้าเข้าเจรจาไม่ขาดสาย

        แต่เพื่อน ๆ เคยเกิดคำถามขึ้นมาในใจกันมั้ยครับ... กว่าจะเป็น “แลนด์ลอร์ด” กลางใจเมืองย่านปทุมวันอย่างทุกวันนี้ "จุฬาฯ" ได้ที่ดินมาจากไหนกันนะ?

        จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่างก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดครับ ยังคงเป็นที่ถกเถียงทางมุมมองกันว่าได้รับประราชทานฯ หรือได้มาเพราะคณะราษฏร์กันแน่ 

        มีนักวิชาการหลายคนได้เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ผมขอสรุปแบบเข้าใจง่าย ๆ ละกันนะ ถ้าใครอยากอ่านที่มาสามารถตามไปดูอ้างอิงได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้นะ

 

09-3-1024x1018

 

เดิมทีกษัตริย์ครอบครอง

 

        หากย้อนกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ดินนี้ยังไม่มีโฉนดเลยด้วยซ้ำ แต่ก็อยู่ในการครอบครองของท่าน โดยท่านใช้ที่ดินนี้เพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์ ทรงให้ใช้ที่ดินนี้เก็บผลประโยชน์เพื่อบาทบริจาริกา (ภรรยาที่เป็นสามัญชนของพระมหากษัตริย์: ราชบัณฑิตยสถาน)

        ส่งต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2442 (นับแบบเก่า) ณ ตึกยาว ข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง

        หลังสำเร็จการศึกษาให้นักเรียนเหล่านี้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก จึงมีการเปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 เพื่อเป็นรากฐานของสถาบันการศึกษาขั้นสูงต่อไป และเห็นควรว่าน่าจะขยายกิจการให้กว้างขวางขึ้น

        พระองค์จึงได้พระราชทาน “เงินทุนที่เหลือจากการที่ราษฎรได้เรี่ยไรเพื่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า จำนวน 982,672.47 บาท” ให้เป็นกองทุนสำหรับใช้ปลูกสร้างอาคารเรียน พร้อมกับกำหนดให้ที่ดินตำบลปทุมวัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของพระคลังข้างที่เป็นอาณาเขตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 1,309 ไร่ 

        และเงินที่เหลือจากการสร้างก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เพื่อกิจการของโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนิน และทรงวางศิลาพระฤกษ์ในการสร้างอาคารเมื่อ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 โดยมีการจัดการศึกษาใน 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนคุรุศึกษา (โรงเรียนฝึกหัดครู) โรงเรียนราชแพทยาลัย โรงเรียนเนติศึกษา (โรงเรียนกฎหมาย) และโรงเรียนยันตรศึกษา

        ทั้งเงินทุนพระราชทานและที่ดินพระราชทานนี้ ถือว่าเป็นกองทุนสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนับตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างไรก็ดียังมิได้พระราชทานกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้ให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างเด็ดขาด เนื่องจากยังติดอยู่ในบัญชีเลี้ยงชีพบาทบริจาริกาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ ดังนั้นในทางทฤษฎี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องทำสัญญาเช่าที่ดินกับพระคลังข้างที่

        ซึ่งจนถึงตอนนี้ที่ดินนี้ก็ยังไม่มีโฉนดนะครับ เพราะสมัยนั้นยังไม่สนใจเรื่องโฉนดที่ดินกันมากนัก ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม 2459 พระองค์เลยได้ทรงออกโฉนดที่ดินในครอบครองนี้ให้กับพระองค์เองเป็นโฉนดที่ดินฉบับที่ 2057 2058 และ 2059 

 

cu100-story-024-01

 

จุดเปลี่ยนของแผ่นดิน

 

         สถาบันการศึกษานี้ก็ได้ดำเนินการสอนมาเรื่อย ๆ สืบเนื่องมาถึงสมัยรัชกาลที่ 8 ปรากฏหลักฐานสารบัญจดทะเบียนว่าเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2478 พระองค์ทรงให้จุฬาฯ เช่าที่ดินเป็นเวลา 30 ปี 

         แต่พอถึง 12 ธันวาคม 2483  พันเอกหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ออกกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้มหาวิทยาลัย เปลี่ยนนามผู้ถือเป็นกระทรวงการคลัง (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) และในวันเดียวกันจุฬาฯ ก็ทำสัญญาเลิกเช่าและกระทรวงการคลังก็ “ให้” ที่ดินสองแปลงนี้แก่จุฬาฯ

         ตามรายละเอียดปรากฏใน “พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๔๘๒” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินพระราชทานผืนนี้มาโดยสมบูรณ์

         จุดนี้เองเลยเป็นข้อกังขาที่ต้องยอมรับครับว่าการโอนที่ดินให้จุฬาฯ จากเดิมเช่าปลูกสร้างสถานศึกษานั้นเกิดขึ้นในสมัยคณะราษฎรจริง ๆ เพราะถ้าเป็นรัฐบาลในสถานการณ์ปกติคงไม่ได้เกิดขึ้น โดยมติคณะรัฐมนตรี  ได้ลงมติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเงื่อนไขในพระบรมราชโองการรัชกาลที่ 5 

         ซึ่งให้ยกที่ดินรายนี้ไว้ในบัญชีเลี้ยงชีพบาทบริจาริกาในพระองค์ เพื่อเก็บผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินนั้นเฉลี่ยส่วนให้บาทบริจาริกาเป็นคราว ๆ ฉะนั้นการที่จะโอนไปให้แก่จุฬาฯ จะกระทำได้ก็แต่โดยทางพระราชบัญญัติ กระทรวงการคลังจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ

         สรุปก็คือวิวัฒนาการของที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผืนนี้นั้น เริ่มจากพระมหากษัตริย์ทรงใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์ ก่อนจะพัฒนาก่อตั้งมาเป็นสถาบันการศึกษาภายในวัง และพัฒนาต่อเนื่องมาจนเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่

         ด้านสิทธ์ของที่ดินแรกเริ่มเดิมทีอยู่ในความครอบครองของพระมหากษัตริย์ จนมีการพระราชทานเงินทุนก่อตั้งสถาบันการศึกษา และออกโฉนดที่ดินในครอบครองนี้ให้กับพระมหากษัตริย์ ก่อนที่ภายหลังเปลี่ยนเป็นปล่อยเช่าให้กับทางมหาวิทยาลัย

         เดือนตุลาคม พ.ศ. 2482 รัฐบาลคณะราษฎรจึงได้ผลักดันให้ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ไปสู่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และให้เป็นทรัพย์สินเพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งหมดนั่นเอง

 

cu100-story-024-02

 

สรุป

 

        จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงด้านมุมมองกันอยู่ดีครับ ว่าที่ดินนี้ควรอ้างสิทธ์ได้มาจากไหนกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือการที่ "จุฬาฯ" ถือครองที่ดินสุดไพร์มนี้ ส่งผลให้จุฬามีรายได้มหาศาลจากการให้เช่าที่ดินทั้งแก่ภาครัฐและภาคเอกชน 

        กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของจุฬาฯ ในการพัฒนาการเรียนการสอน และความสะดวกสบายแก่บุคลากรของจุฬาฯ จนถึงทุกวันนี้  จากข้อมูลตัวเลขรายได้ของจุฬาฯ ในปี 2558 พบว่ามีรายได้รวมทั้งหมดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึง 21,538 ล้านบาท

        แบ่งเป็นจากรัฐบาล 7,117 ล้านบาท จากการดำเนินงานของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน 4,950 ล้านบาท และจากการจัดการศึกษา 2,927 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผ่านมาถึง 6 ปีจากข้อมูลนั้นย่อมมีรายได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

        ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะ... ว่าเคยมีการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหรือเปล่า ส่วนตัวแล้วผมว่ายังไง "จุฬาฯ" ก็ติดอันดับแบบไม่ต้องสงสัย เพราะแค่รายได้ของมหาลัยเอง ก็มากกว่างบประมาณแผ่นดินที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้รับแล้ว อิอิ

 

cu100-story-024-03

cu100-story-024-04

cu100-story-024-05

 

livingpop-pmcu-samyan-mitrtown

livingpop-pmcu-siamsquare-one-2

livingpop-pmcu-cu-centenary-park

livingpop-pmcu-onesiamskywalk

livingpop-pmcu-stadium-one

livingpop-pmcu-suanluang-square

 

References :

- http://www.cu100.chula.ac.th/story/386/

- https://www.thansettakij.com/property/496475

- https://mgronline.com/politics/detail/9630000083891

- https://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement3998.htm

Tag : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | ที่ดินจุฬา | ปทุมวัน



ติดดอยแนะนำ

ติดดอยรีวิว

รีวิวทั้งน้ำตากับ Ideo Mobi บางซื่อ

สองจิตสองใจว่าจะเขียนถึงดีไหม เขียนไปก็เจ็บไป แต่ขอระบายสักหน่อย

Update! "ASPIRE อโศก-รัชดา" -คอนโดที่เซลบอกว่าขายง่ายที่สุดในปีนี้-

คอนโดที่เจ๋งจริงในยุคนี้ คือ คอนโดที่สร้างเสร็จในปี 2020-2021 แล้วโอนได้เกือบหมดในหนึ่งปี คุณออมหล่นประโยคนี้ไว้เมื่อหลายวันก่อน

Life Ladprao Valley คืนธรรมชาติให้กลับเข้าสู่ลมหายใจอีกครั้ง

สิ่งที่เหมือนกันของ 'การปีนผาจำลอง' และ 'คอนโดมิเนียม' ก็คือ ทั้งคู่มี 'แนวดิ่ง' เป็นจุดร่วม


ติดดอยโร้ดทู

"NAYA Residence" คอนโดนิยามใหม่เพื่อวัยอิสระ แห่งแรกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นาฬิกาชีวิตของคนเรานี่ช่างหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็วจริง ๆ นะครับ หากมองย้อนกลับไปดูเองเมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นวันรุ่นใช้ชีวิตสนุกสนานอยู่เลย ฮ่า ๆๆๆๆๆ

สัมผัสความ WONDER ย่านเกษตรฯ ที่ "Oneder Kaset" คอนโดฯ ใหม่ใกล้สายสีแดง!

ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนโครงการหนึ่งในย่านเกษตรฯ มาครับ เป็นโครงการติดริมถนนที่กำลังเริ่มต้นก่อสร้างแล้วล่ะ

"Atmoz Bangna" คอนโดใหม่จาก Asset Wise ที่สุดแห่งความสุข ซ่อนตัวอยู่ใจกลาง...บางนา

เป็นอีกปีวัดใจวงการอสังหา หลังจากที่ตลาดคอนโดเหือดแห้งมาร่วมปี ปีนี้เริ่มมีโครงการใหม่ๆ ทยอยบุกเบิกกันมากขึ้น อย่าง Asset Wise ปีนี้ก็มีบอกมาแล้วว่าจะมีคอนโดเปิดใหม่ถึง 5 โครงการด้วยกัน ซึ่งในวันนี้เราจะพูดถึง "Atmoz Bangna (แอทโมซ บางนา)" กันครับ ดูเหมือนว่าปีนี้ "บางนา" จะกลายเป็นอีกหนึ่งทำเลขึ้นหม้อ


ติดดอยสไตล์

"สินเชื่อบ้านแลกเงิน" คืออะไร เหมาะกับใคร และทำยังไงถึงจะผ่านฉลุย!

ใครๆ ก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเองทั้งนั้น แต่การจะเก็บเงินซื้อบ้านบางครั้งมันก็หนักหนาสาหัสเอาการอยู่ เพราะงั้นการเข้ามาของ "สินเชื่อ" จึงเป็นเหมือนตัวช่วยที่ทำให้เรามีเงินก้อนมาช่วยซัพพอร์ตตรงนี้ได้ดีกว่าเดิม

ข้ามเวลาไปปี 2025 เพื่อดูสวนลุมพินีโฉมใหม่ฉลองครบรอบ 100 ปี จะมีอะไรเกิดขึ้นที่สวนกลางกรุงแห่งนี้บ้างนะ

ในวาระดีๆ แบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่สวนลุมฯ บ้างนะ ความจริงแล้วผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่จะปรับปรุงสวนสาธารณะให้ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าสวนสาธารณะบ้านเรายังนับว่ามีอยู่น้อยครับ

เรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จแบบบิ๊กเนมสัญชาติญี่ปุ่น กับ "โนมูระ เรียลเอสเตท"

เงินทุน นวัตกรรม ความรู้ และประสบการณ์ คือสิ่งที่แชร์กันเพื่อพัฒนาโปรดักส์ให้ดียิ่งกว่าเดิม

ผ่าเทรนด์ออฟฟิศในฝันของคน Gen Z ยุคเปลี่ยน การทำงานเปลี่ยน "ออฟฟิศแบบไหนถูกใจคนรุ่นใหม่ที่สุด"

วันนี้เราขอมาพูดถึงเรื่องบรรยากาศในออฟฟิศกันดีกว่า ตอนนี้ฟันเพืองขับเคลื่อนและมนุษย์วัยทำงานที่กำลังไฟแรง ถูกส่งไม้ต่อและผลัดเปลี่ยนเป็นยุคของคนใน Gen Z และ Gen Y เป็นหลักซึ่ง 2 Gen นี้เป็น Generation ที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างครับ รวมถึงแนวคิดในการทำงานที่เปลี่ยนไปด้วย

ไปต่อหรือพอแค่นี้? ปัญหาหนักใจสำหรับคนที่ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำอย่างไรได้บ้าง

ฝันร้ายสำหรับคนผ่อนบ้านคงหนีไม่พ้นวิกฤตสภาพคล่องทางการเงิน บางคนกว่าจะยื่นกู้ผ่าน กว่าจะจัดการจนถึงขั้นผ่อนบ้าน ก็ฟันฝ่ามาหลายอุปสรรคแล้ว คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ที่หากวันหนึ่ง บ้านที่เป็นความฝันของเรา จะสลายลงไปในพริบตาเนื่องจากวิกฤตทางการเงินที่ทำให้ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินไหว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีโอกาสจะเจอได้ แม้กระทั่งคนที่ตอนนี้ยังคงสบายๆ ไม่มีปัญหา ในอนาคต ก็อาจจะเผชิญปัญหาเช่นนี้ได้เหมือนกัน

จากคันไซ สู่ ไทยแลนด์ "ฮันคิว ฮันชินฯ" สู่แนวคิด Geo fit+ คิดอย่างคนญี่ปุ่นในอสังหาไทย

วันนี้ผมขอยกอีกหนึ่งบริษัทอสังหาฯ มาอาริกาโตะฯ ผู้อ่านทุกคนกันอีกครั้ง เชื่อว่าเหล่าผู้คลุกคลีในวงการนี้ได้ยินชื่อนี้เป็นต้องร้องอ๋อ แน่ๆ นั่นก็คือ "Hankyu Hanshin Properties Corp" หรือที่เรามักจะเรียกเค้าแบบกระชับๆ ว่า "ฮันคิว ฮันชิน" นั้นเองครับ หากจะเปรียบกับ ฮ่องกงแลนด์ ว่าเป็น "Joint Venture" อสังหาฯ ที่ทุนหนา เงินหนัก ในดินแดนเจ้าพ่อ ก็ต้องกล่าวว่า "ฮันคิว ฮันชิน" เปรียบเสมือนซามูไรจากแดนอาทิตย์อุทัยในแถบคันไซที่มีชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


© 2018 CONDOTIDDOI

ME ESTATE CO.,LTD
92/21 HOLLYWOOD STREET CENTER
PHAYATHAI RD. RACHATEVEE
BANGKOK 10400 THAILAND

02-656-6776
condotiddoi@gmail.com

CONTACT US

CONDOTIDDOI

CONDOTIDDOI

CONDOTIDDOI

085-546-4694

info.condotiddoi@gmail.com

Copyright www.condotiddoi.com © 2018
web design & programming by www.smilephp.com